Filed under: Story

มี 4 วงที่จะเล่น
1. 21.00-22.00 Kingkong Trio ( Surf Musics and Groove pop tunes )
2. 22.00-22.30 Rhythmatique ( unclassified ใครก็ได้ช่วยหาคําจํากัดแนววงนี้ที )
3. 22.30-23.30 Spedro and Dummy ( ชื่อนี้ตั้งให้เอง เหอๆ มาจาก สเปโตกะดัมมี่ สองดอกจิกกะแหม่มโพธิ์ดํา, วงนี้แนว Phuket Surf )
4. 23.30-00.30 Monotone Group ( ???? )

ขึ้นต้นจั่วหัวมาก็มีแววแห่งความ สนุก มึน เมา เหงา แต่มันส์ ปนอยู่
อันนี้เป็นความตั้งใจของชาวสตู-เฟ่ ที่จะจัดงานวันวาเลนไทน์กัน
ซึ่งความคิดแอบแฝงที่มีคือ…
1. วันแห่งความรักทั้งทีต้องมีอะไรครึกครื้นกันหน่อยสิ
2. วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็นวันเกิดของ วงโมโนโทน นะ
แต่เราเลือกวันที่ 13 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรัก …
เพราะ เราจะได้เตรียมตัวเข้าสู่วันที่ 14 อย่างอบอุ่น (ถือเป็นการซ้อมใหญ่)
วันที่ 13 เป็น วันศุกร์
เราก็เลยตั้งใจจะให้มันเป็นวัน สุขที่13
งานนี้เค้ามีการเล่นดนตรีสลับกับจับฉลากของรางวัลมากมาย
ง่ายๆ แค่คุณใส่เบอร์โทรศัพท์ของคุณไว้ในกล่องของทางร้าน (ไม่ต้องเขียนชื่อ)
และถือโทรศัพท์ของคุณให้ดีดี
เนื้อคู่ของคุณจะเป็นคนมอบโชคให้คุณเอง
แถมไม่แน่นะ คุณอาจจะได้เบอร์ของสาวๆที่คุณแอบชอบอยู่ก็ได้

เราใช้เวลาผ่านไปเป็นว่าเล่น
ในช่วงเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เริ่มทำร้าน Stu-fe’ อย่างเป็นจริงเป็นจัง
หลายๆอย่างเกิดขึ้น ล้วนแ้ล้วแต่เป็นเรื่องสนุกทั้งสิ้น บางเรื่องสนุกสุดเหวี่ยงจนตื่นมาแล้วจำอะไรไม่ได้
บางเรื่องก็จำไปนาน ไม่อยากลืม
แต่สิ่งที่ไม่ได้ทำเลย… (จากที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำให้บ่อยๆ) ก็คือการทำแบบนี้ไง…
ได้มีเวลามานั่งพูดคุย พบปะ เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กันบนหน้ากระดาน
กลับมาครั้งนี้ความฝืดคือสิ่งที่พิมพ์ง่ายที่สุด
แต่เมื่อกลับตัวกลับใจได้แล้ว ก็น่าจะมีคนให้อภััยละน้าาาา
งานนี้เลยตั้งใจกลับมาเป็นแบบ High Light กันก่อนให้ดูว่าที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นไปบ้าง…
คนที่พลาดการมาพบปะกัน จะได้อิจฉาว่า จริงๆแล้วเราไม่ได้หายไปไหนหรอกนะ
ก็มัวแต่หลงความสนุกอยู่ที่ Stu-fe’ ยังไงเล่า…
เล่า…
เล่าสิ… เอ่อ

พี่ปอยพูดไว้ในงานโมโนโทนมิวสิคแคมป์ให้ฟัง
ว่าการแต่งเพลงไม่ง่ายนะครับ
เรากำลังทำสิ่งที่มันไม่ง่ายเลย ฉะนั้น เราต้องพยามให้มากๆ
เพลงแรกๆอาจจะดูไม่ค่อยดี ไม่ค่อยลงตัว
แต่ว่าต้องอยู่กับความรู้สึกนั้นให้ได้
ไม่ว่าจะมีใครวิจารณ์ยังไง เราก็เอามาปรับปรุง
เพลงที่ 101 จะต้องดีแน่นอน ถ้าไม่หยุดแต่งเสียก่อน
ผมคนนึงหล่ะที่อยากลองทำตามวิธีนี้ดู…
คงใช้เวลานานหน่อย เพราะผมแต่งเพลงไม่เก่ง
และไม่ได้แต่งเพลงบ่อยเหมือนคนอื่นเขา
อาจจะตายก่อนก็ได้นะครับ ตอนเพลงที่ 99
แต่ก็คุ้มที่ได้ลองทำ จริงมั๊ยล่ะ
ครั้งนี้ Stu-fe’ และ Monotone Group จัด
Monotone Music Camp#1 ขึ้นมา
มีคนสมัครเข้ามามากมาย มากกว่าที่เราคิดไว้ถึงเท่าตัว
เพราะตอนแรกที่เรากะกันไว้ก็ประมาณ 30 คนเท่านั้น
แต่ว่าเอาเข้าจริงก็มากันเยอะ และทางเราก็ไม่อยากจะ
ตัดสิทธิ์ใครให้เสียความตั้งใจ
นึกถึงเป็นเราการสมัครมาทำกิจกรรมอะไรสักอย่างคงต้องคิดแล้วล่ะ
เราเลยตัดสินใจรับหมดเลย ยกเว้นคนที่สมัครเข้ามาช้าจริงๆในช่วงหลัง
ต้องขอโทษด้วยนะครับ
แต่คราวหน้าที่จะเกิดขึ้นผมขอรับรองว่าคุณเป็นคนแรกที่จะได้สิทธิ์นั้นนะ
เล่าให้ฟังคร่าวๆแล้วกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างนะ
อาจเล่าได้ไม่หมดเพราะเวลาสองวันที่ผ่านมานั้น
มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าประทับใจเกิดขึ้นตลอดเวลา
อ่ะ ยกตัวอย่างแล้วกัน
-พี่โต้งมาช่วยเตรียมงานจัดงานเตรียมเมนูอาหารต่างๆก่อนงานจริง 3 วัน
ทำให้เราทุกคนอิ่มอร่อยกันไปถ้วนหน้า
-ฉิงฉิงก็ทำไฟและช่วยจัดงานอย่างขมักเขม้น
-พวกโมโนโทนนี่ไม่ต้องพูดถึงเพราะว่าทุกคนช่วยกันเตรียมงานกันมาเป็นเดือนๆ
ทั้งเนื้อหา เพลงการบ้าน และการเตรียมทุกๆอย่าง
-นุ่นและ น้องๆฝึกงาน ช่วยคิด ช่วยทำ ช่วยจัดงาน
ดำเนินงาน โดยไม่ได้กินข้าวกินปลา
-พี่หนึ่ง กับพี่ปอย ขอบคุณมากๆครับพี่ พี่ 2 คน
คือสุดยอดจริงๆ ผมจะยึดถือเป็นแบบอย่างครับ (แต่อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่าง อ่ะอ่ะอ่ะ)
-วินและสิงห์ นาย2คนเจ๋งมากๆ รู้สึกเป็นเกียรติมาก
ที่งานเปิดบ้านของเรามี Sqweez Animal มาเล่นดนตรีให้ฟัง ขอบคุณมาก
-นุ้ยที่ทำอาหารอร่อยๆ และไอเดียต่างๆสำหรับการแต่งเพลง
ช่วยให้พวกเรามีหลักมีการมากขึ้นจริง
-เปิ้ลหน่อยสำหรับการเป็น โปรดิวเซอร์ออฟเดอะเยียร์ สาขากิจกรรมพิเศษ
ขอบคุณน้องๆทุกๆคนที่มาร่วมกิจกรรมกันนะครับ เราดีใจที่ได้เจอทุกคนเลย
(ขอบคุณ บ.อัศวโสภณ และเบียร์สิงห์ ด้วย)
ดูภาพบรรยากาศเอาละกันนะ
มีหลายๆคนคอยลุ้นอยู่ว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักทีสำหรับ Stu-fe’
บางคนก็แวะมาก่อนที่ร้านจะเสร็จ
เพื่อนๆศิลปินก็จองคิวกันเข้ามานั่นเล่นกันแล้วตั้งแต่ยังไม่ทาสี
ที่นี่ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของหลายๆคนตั้งแต่ยังไม่มีเฟอร์นิเจอร์

ตอนนี้ทุกอย่างเหล่านั้นถูกจัดเตรียมไว้แล้ว
นี่คือภาพบรรยากาศล่าสุดของร้านตอนที่นั่งจัด lighting
ผนังมีสีสันนวลตา กับบรรยากาศแบบเป็นกันเอง
อาหารอร่อย
โซดา ซ่า ฟอง ฟู่

อย่างที่เคยบอกกล่าวไว้เรื่อง
โมโนโทน มิวสิคแคมป์ ครั้งที่1
เรื่องราวมีดังนี้
Workshop แต่งเพลงแบบเป็นกันเองสนุกสนาน
วิทยากรรับเชิญมากมาย อาทิ โมโนโทน กรุ๊ป / หนึ่ง Sleeper1
โต้ง Save Da Last Piece / ปอย Portrait
พร้อมมินิคอนเสิร์ตจาก Sqweez Animal และ Monotone
5 และ 6 พฤษภาคมนี้ ที่ ร้าน Stu-fe’ กล้วยน้ำไท
14.00-18.00 น.
สนใจสมัครฟรี ที่ 02-712-0375
ดาวน์โหลดใบสมัครและดูแผนที่ได้ที่ www.bequiet.co.th
ร้าน Stu-fe’ (สตู-เฟ่) เป็นร้านที่อยู่ในโครงการ สตูดิโอ และ คาเฟ่
ที่ทางศิลปิน Monotone Group และ Be Quiet Co., Ltd. ได้จัดขึ้น
ภายในร้านจะประกอบไปด้วยพื้นที่การใช้งาน 2 ส่วน
ส่วนแรกเป็นร้านกาแฟแบบทันสมัย ใช้เป็นที่นั่งพักผ่อนหย่อนใจ
และสามารถใช้ Free Wireless Internet ได้ตลอดวัน เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีชีวิตแบบทันสมัย
ได้มีที่พบปะสังสรรค์นอกเหนือจากที่บ้านและที่ทำงาน
และในพื้นที่ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของ สตูดิโอบันทึกเสียง ประกอบไปด้วย
ห้องอัดเสียงขนาดใหญ่ ห้องมิกซ์เสียง และทำงานดนตรี
ร้าน Stu-fe’ (ตั้งอยู่ที่เลขที่ 33/1 ถ.พระราม4 คลองเตย กรุงเทพมหานคร 10110 โทร. 02-712-0375)
ปล. พิเศษสุด งานนี้ พี่โต้ง Save Da Last Piece จะทำ Appetizer ให้ทานด้วยนะครับ

การเดินทางช่วงสงกรานต์ แน่นอนทุกคนอาจจะบ่น อาจจะท้อ แค่ได้ยินว่าต้องเดินทางในวันหยุดสงกรานแบบนี้ แต่หากว่าคุณได้มาเดินทางในทริปที่ไปสมุยกับพวกผมคราวนี้ละก็ คุณต้องบอกว่ามันคุ้มแน่นอน งานนี้พวกเราไม่ได้ไปกันเอง แต่มีคนนำทาง มีเจ้าบ้าน มีสุดยอดนักเดินทางผู้หนึ่ง ที่เป็นคนจัดวางแผน ทั้งที่พัก (บ้านเค้าเอง คนนี้มีบ้านพักตากอากาศหลายที่ เชียงใหม่ก็มีนะ) อาหารท้อง อาหารตับ อาหารปอด เค้าก็คือ พี่หนึ่ง Sleeper1 นักหลับหมายเลขหนึ่งของเรา
ในทริปนี้โมโนโทนก็มี ผม ปิงปิง และ ถั่วถั่ว ส่วนทีมเจ้าบ้านมี พี่หนึ่ง พี่ปอยPortrait ปุ๋มปิ๋ม หนุ่มRuleDark จิ๋ว วรา เจี๊ยบ โบ ฉิงฉิง แยม และป่าน (ครบแล้วมั้ง ไปกันเยอะ) การเดินทางก็มีรถติดบ้าง คันเราผลัดกันขับ ส่วนคันพี่หนึ่งดูท่าทางพี่หนึ่งจะไม่ได้นอนอยู่คนเดียว เพราะตอนขับรถไปแกกดรวดเดียวถึงสมุยเลย โห ยอดมนุษย์ ดูเอาสิครับ พอไปถึงเรือเฟอรี่ ที่จะต่อไปขึ้นเกาะ พี่หนึ่งนักหลับก็ หลับแบบรุ่นใหญ่จริงๆ (ผมมองผ่านๆนึกว่าพนักงานบนเรือมาแอบนอน) ก็เค้าคือ Sleeper1 นี่เนอะ

มาถึงสมุยก็พักผ่อนนอนหลับ หลังจากนั้นก็ไปนู่นไปนี่มาเรื่อย ทั้ง ละไม เฉวง น้ำตก และหาดอื่นๆ เกาะแตน เกาะ่มัดสุม อาหารก็เอร็ดอร่อย กินกันแบบไม่กลัวคอเรสเตอรอลจะบ่น

ไปเที่ยวทีนึงก็ทั้งเหนื่อยทั้งสนุก ทำให้สมองได้พัก ได้สูดอากาศดีดี กลับมาก็มีแรงทำงานกันต่อ ตอนนี้ถั่วกับเราตั้งใจว่าจะเข้ามาทำงานที่ Stu-fe’ กันทุกวันช่วงเย็นๆค่ำ
โครงการ สตูดิโอ-คาเฟ่ ของเราใกล้ความจริงขึ้นทุกที ล่าสุด การจัด workshop ของ Monotone Music Camp#1 สรุปวันแล้ว อาทิตย์หน้าจะมีการประชาสัมพันธ์แล้วนะครับ รอติดตาม รับรองว่าน่าสนุก…
เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านใหม่ก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หลายๆคนสงสัยว่าทำไมมันนานจังนะ
จริงๆกว่าแต่ละขั้นตอนจะผ่านได้มันต้องใช้เวลานาน ต้องคิดกันหลายรอบ
ตอนนี้ทุกคนก็กำลังสนุกสนานทั้งกับการทำบ้านและอีกส่วนหนึ่งก็วางแผนเกี่ยวกับ
Music Camp ที่กำลังจะเกิดขึ้นครับ
รับรองว่าสนุกแน่
เร็วๆนี้เจอกันครับ
ที่บ้านใหม่ของเรา
ป.ล. ฝากบอกกันอีกนิดนึงว่าชื่อสถานที่ของเราคือ Stu-fe’ นะครับ
แปลรวมๆว่า สตูดิโอ และ คาเฟ่
จริงๆแล้วคำๆนี้ก็เป็นคำที่มีอยู่จริงและมีความหมายเกี่ยวกับดนตรีด้วยนะ แปลว่าบันไดเสียง Scale-step
ลองเข้าไปที่ wikipedia แล้วลองพิมพ์คำว่า stufe ดูนะครับ
…In Schenkerian theory, a scale-step (German: Stufe) is a triad (based on one of the diatonic scale degrees) that is perceived as an organizing force for a passage of music (in accordance with the principle of composing-out). In Harmony (§76),…



ปีนี้โมโนโทนก็ไปเล่นที่งานนี้ เหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมา
ความสนุกสนานที่ไม่เคยจืดจางไปก็คือ ที่พักผ่อนตากอากาศริมทะเลแสนสวย
บ้านของ Kijjaz นั่นเอง
การเล่นดนตรีในปีนี้สนุกสนานมาก แม้ว่าคนดูจะไปดู โปงลางสะออน กันหมด
แต่โมโนโทนก็ยังไม่กลุ่มแฟนเพลงที่เหนึยวแน่นที่ติดตามดูพวกเรา
ร้องเพลงของเราได้เกือบทุกเพลง
งานนี้สนุกมากๆทั้ง บนเวที ที่บ้านพัก และที่ลืมไม่ได้โดยเด็ดขาดคือความมันส์หลังเวทีก่อนขึ้นเล่นครับ
งานนี้ต้องยกเครดิตให้ โป้… มือทรัมเป็ตพลังจิตสูง ของพวกเรา
: )




ช่วงที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ร่วมงานกับกลุ่ม Visual Artist หลายคน พวกเขาเหล่านั้นมีชื่อเสียงในวงการมานานแล้ว
นั่นคือ B.O.R.E.D และ Duck Unit
งานนี้มีชื่อว่า In On Out เป็นการแสดงงาน Motion Graphic ประกอบกับดนตรี โดยเป็นการแสดงสด ภายใต้คอนเซ็ปรวมๆที่เกี่ยวกับ Site การแสดงครั้งนี้จัดที่ทองหล่อ ดังนั้นเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับทองหล่อเป็นสำคัญ พวกเราเรียกการแสดงแบบนี้ว่า Site Specific
Site Specific คือการแสดงงานที่เกี่ยวเนื่องกับที่ตั้งและเวลาเป็นสำคัญ โดยนัยยะต่างๆที่นำเสนอมักจะถูกอ้างอิงเกี่ยวกับสถานที่นั้นๆเข้ามาประกอบ อธิบายให้ง่ายขึ้นคงต้องยกตัวอย่าง เช่น สมมติว่าเราทำงานศิลปะขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง เวลาเราจะแสดงงานเราก็ต้องหาที่ว่างหรือที่จัดแสดงงานให้มัน ตามความเข้าใจของคนทั่วไปก็มักจะนึกถึง พิพิธภัณฑ์ หรือว่า หอศิลป์ต่างๆ งานศิลปะแบบ In On Out ก็เช่นกัน แตกต่างกันตรงที่ สถานที่ๆบรรจุงานศิลปะชิ้นนี้คือตัวงานศิลปะเอง
หากจะคิดกลับไปกลับมาก็คือ เราทำสถานที่ให้เป็นงานศิลปะ หรือว่า เราทำงานศิลปะที่เกี่ยวกับสถานที่ องค์ประกอบก็คือ ที่ว่าง เวลา และกิจกรรม ที่รวมกันแล้วสามารถสื่อความหมายได้ตามที่ศิลปินต้องการ
งานนี้มีศิลปินหลากหลายท่าน ผมคงเอ่ยนามได้ไม่หมด เท่าที่จำได้มีดังนี้ครับ
ต้น Duck Unit ทำงานคู่กับผม Frozen
กบ B.O.R.E.D กับ Koichi
ตู๋ ทำงานกับ พี่หมู OSC II
คลัง ทำงานกับ พี่ใหม่ Nolens Volens
เชค จาก Duck Unit
และอีกมากมาย
รายละเอียดเพิ่มเติมติดตามได้ที่ http://inonout.net ครับผม
งานนี้เล่นไปแล้วนะครับ ถ้ามีครั้งต่อไปซึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นสถานที่ใหม่ๆ เนื้อหาใหม่ๆ แล้วจะเอามานำเสนออีกทีนะครับ
ปล. ดีใจมากๆที่ได้ร่วมงานกับศิลปินทุกๆท่าน







กบบอกว่า ไม่ได้นอนมาหลายคืน แถมยังไม่คุ้นกับการเตรียมงานในที่สว่างๆแบบนี้ ปกติทำงาน Indoor


ตอนแรกมีเรื่องต่างๆมาจ่อคิวอัพเดทมากมาย แต่ว่าเป็นอันต้องตกไปเพราะเจอเรื่องนี้
เรื่องที่น่ายินดียิ่งของชาวโมโนโทน
เนื่องจากเมื่อวาน 20070321 มีงานประกาศรางวัลของนิตยสารสีสันอวอร์ดส์ มอบให้กับนักร้องนักดนตรี
น้องกิ๊ฟ ได้รับรางวัล นักร้องหญิงยอดเยี่ยม
และสน โปรดิวเซอร์ของกิ๊ฟ ก็ได้รับรางวัลโปรดิวเซอร์ยอดเยี่ยมไปเช่นกัน
ขอแสดงความดีใจกับทั้งสองคนด้วยครับ
อ่อ แล้วงานนี้เพื่อนของเรา เดอะ พีช แบนด์ ก็กวาดไป 3 รางวัล นั่นคือ เพลงในการบันทึกเสียงยอดเยี่ยม อัลบั้มยอดเยี่ยม และ ศิลปินคู่หรือกลุ่มยอดเยี่ม ขอแสดงความดีใจด้วยเช่นกัน : )





ปล. เมื่อวานก็เป็นวันเกิดของปิงปิงด้วย เลยสนุกกันใหญ่ เมื่อคืนก็ฉลองกัน กว่าจะกลับบ้านกลับช่องกันได้…เล่นเอาเสียงหายไปเลยวันนี้
ขอบคุณทุกคนมากครับที่ช่วยสนับสนุนโมโนโทนมาตลอด ตั้งแต่ครั้งนั้น วาเลนไทน์ 2002

สวัสดีทุกท่าน
ขณะนี้ผมไม่ได้อยู่ที่นี่(นั่งตรงข้ามจอคอมพิวเตอร์นั่งพิมพ์อะไรต่อมิอะไรอยู่)
หากแต่ว่าตามความเข้าใจพื้นฐาน พูดได้ว่าตอนนี้ผมอยู่ที่นี่(ในภาพ)
ในภาพ-ในความเป็นจริงก็ไม่ใช่ที่ที่ผมอยู่ในปัจจุบันอยู่ดี
เพราะในภาพคือโลกที่ถูกสร้างขึ้นจากการพยายามบันทึกที่ที่ผมเคยอยู่
และจริงๆแล้ว โลกที่ผมอยู่ก็คือโลกใบเดียวกันกับคุณนี่แหละ
มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
คือโลกของคุณและโลกของผมต่างมีอยู่จริงบนชีวิตของเราทั้งคู่
ข้อแม้มีอยู่ว่าโลกของผมกับของคุณเกี่ยวข้องกันน้อยมาก
แม้ว่าทางกายภาพจะเป็นมิติเดียวกันก็ตาม
การเอาภาพที่เป็นตัวแทนโลกต่างๆของผมมาให้พวกคุณดู
เป็นทางหนึ่งที่ช่วยทำให้โลกของผมและโลกของคุณมีความเกี่ยวข้องกันมากขึ้น
แต่ความสมบูรณ์แบบจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผมได้มีโอกาสชมโลกใบต่างๆของคุณบ้าง
หวังว่าจะมีโอกาสเป็นเช่นนั้น
โลกใบที่ทุกท่านเห็นอยู่ในภาพขณะนี้คือโลกจริงๆที่สัมผัสได้
เพียงแต่บรรยากาศ ณ ที่นี่ ตอนนี้ (ในภาพ) เป็นเพียงอดีตที่ไม่มีใครกลับเข้าไปได้อีกแล้ว
ตัวแทนของโลกใบนั้น จึงเหลือเพียงในภาพ และ ในตัวผม
ตัวผมซึ่งอยู่ในโลกปัจจุบันนี้บรรจุภาพต่างๆไว้เต็มแน่น
โอกาสต่อไป (ถ้ามี) ผมจะนำเสนอ โลกใบต่างๆ ที่อยู่ในภาพ และ ในผม
ให้ทุกท่านได้รับชม
ในภาพที่นี่คือโลก
ทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้
ประเทศไทย
จังหวัดระยอง
เกาะเสม็ด
หาดทับทิบ
บนผืนทราย


เมื่อวันก่อน 1 มีนาคม 2550 เป็นงานเลี้้ยงวันเกิดของ น้องนุ่น และ น้องฝน
น้องนุ่นคือน้องสาวของ พี่โทนีี่ (แจ๊สอินเลิฟ ที่ตอนนี้อยู่ที่อเมริกา) เกิดวันที่ 28 กุมภาพันธ์
น้องฝนคือนักร้องสาวแสนด้วยรวยเสน่ห์เท่ห์ด้วยมุขที่สร้างความประหลาดใจได้ตลอดเวลา เกิดวันที่ 29 กุมภาพันธ์
สองคนนี้เกิดใกล้กันแต่ต่างกันเล็กน้อย ตรงที่วันเกิดของฝนถ้านับกันจริงๆ ในชีวิตที่ผ่านมาก็จะมีวันเกิดประมาณ 6 ครั้งเท่านั้น ไม่ธรรมดาใช่มั้ยครับ ปีนี้ไม่มีวันที่ 29 สำหรับเดือนกุมภาพันธ์ แต่อย่างไรก็ขออวยพรให้น้องทั้งสองคนมีความสุขมากๆในวันเกิดและตลอดไปครับ
งานนี้จัดกันที่ ซัมเดย์ ตามเคย บรรยากาศสนุกสนานเป็นกันเอง
ในงานก็มีโมโนโทน ปิง นุ้ย กุ่ย ถั่ว หมิง สน โอ กิจ พี่เต้ง พี่ตุ้ย พี่แอนนา เปิ้ลหน่อย บีม หวา โต้งเพื่อนนุ่น ติ๊ก โดม อาร์ต โอ๊ย…อีกหลายคน จำไม่ได้จริงๆ มันเยอะครับ
ดูรูปเลยแล้วกัน


หมายเหตุ : รูปด้านบนสุดเป็นลีลาการชนแก้วของพี่เต้ง หลายคนอาจจะเคยโดนมาแล้ว กับลีลาการชนแบบน่ากลัวแบบนี้ ภาพนี้ด้วยความฉับไวผมบันทึกไว้ได้ด้วยกล้องแบบพิเศษ เพราะ จริงๆแล้วตอนพี่เต้งชนแก้ว… ไม่มีใครสามารถหลบหรือต้านไหว อืม… พอชนเสร็จพี่เค้าก็จะบอกว่า ห้ามกลับ!!
: )
วันนี้อยากจะขอแนะนำ สถานที่แห่งหนึ่งซึ่งชาวโมโนโทนเรียกกันกว่า BQ
เป็นห้องอัดเล็กอันแสนจะอบอุ่นของพวกเรา
เนื่องจากใกล้เวลาที่พวกเราจะไปอยู่กันที่บ้านหลังใหม่
ระหว่างที่ห้องอัดห้องใหม่กำลังอยู่ในช่วงของการก่อสร้าง
ห้องนี้ก็ยังใช้งานอยู่
ภาพถ่ายนี้ถ่ายโดยคุณสน มือกีตาร์วง RM
เรามาดูกันนะครับว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง


จากทางเข้าคุณจะพบกับที่นั่งเล่นก่อนเลย

นี่คือกีตาร์ของ PussyJazz ครับ

ตัวสีแดงนี่ของคุณกุ่ย แอมป์ข้างหลังก็ของเค้าเหมือนกัน

ห้องต่อไปคือห้อง Recording คือห้องที่ใช้อัดร้อง หรือ เครื่องดนตรี Acoustic ครับ

ห้องต่อมาที่จะได้เห็นต่อไปคือห้อง Control อยู่ติดกับห้องตะกี้ มีเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆให้หยิบใช้ได้



นี่เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนะครับ ของจริงๆเวลาทำงาน พอมีพวกมนุษย์สายพันธุ์ต่างๆของโมโนโทน หน้าตาของห้องจะเปลี่ยนไปมาก อย่างน้อยๆลองนึกถึงภาพของกลุ่มนักดนตรีที่เค้าว่ากันมีว่ามีสมาชิกเยอะๆ แล้วอยู่กันครบๆดูสิครับ… : )

หมดเวลา
ทุกวันนี้พวกคุณใช้นาฬิกาปลุกกันหรือเปล่าครับ
เอาแบบนาฬิกาที่เป็นนาฬิกาจริงๆนะครับ มีหน่วยเรียกเป็นเรือน และมีตัวเลขหรือเข็มบอกเวลา เรียกง่ายๆว่า นาฬิกาแบบบอกเวลาอย่างเดียว ไม่ได้พ่วงมากับการใช้งานอื่นๆที่แนบมาด้วยกับเครื่องใช้อย่างอื่นนะครับ
อาจด้วยความเคยชิน เดี๋ยวนี้ผมไม่ได้ใช้นาฬิกาปลุกแบบออริจินัลมานานแล้ว ในชีวิตปัจจุบันนี้เสียงเตือนเรื่องเวลาของผมจึงดังมาจากโทรศัพท์มือถือ ไม่ว่าจะปลุกในตอนตื่นนอน หรือว่าเตือนเราในวาระต่างๆ จะว่าไปแล้วถ้าหากจะให้กลับมาใช้แบบดั้งเดิมตอนนี้คงทำใจลำบากอยู่เหมือนกัน เหมือนกับว่าเราจะไว้ใจมันได้เหรอ แล้วเกิดมันไม่ปลุกขึ้นมาล่ะ
ความสัมพันธ์ของผมกับเวลาแบบเดิมๆที่เคยมีตอนเด็กๆจึงค่อนข้างห่างเหินขึ้นทุกทีๆ
จำความได้ว่าตอนเด็กๆ นับตั้งแต่มีห้องนอนเป็นของตัวเองก็ราวๆ เริ่มต้นชีวิตช่วงวัยรุ่น โปรแกรมสำคัญที่สุดของผมเลย คือการตื่นนอน นับว่าเป็นความลำบากของชีวิตอย่างใหญ่หลวงเลยก็ว่าได้ จริงๆปัจจุบันความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย จำได้ว่า ตอนเด็กๆเราจะมีนาฬิกาเป็นของตัวเองจริงๆจังๆก็ช่วงนั้น น่าจะเป็นแม่ที่หานาฬิกามาให้ (ภาพจำของผมที่มีคือ ช่วงนั้นแม่กับพ่อของผมจะทำงานหนักมากต้องตีสี่เพื่อมาทำงาน ท่านจึงต้องมีนาฬิกาปลุกอันเล็กๆ อยู่ 2 เรือนด้วยกัน คือปลุกไว้กันเหนียว เพราะอันเดียวอาจเกิดการผิดพลาดขึ้นมาได้ ยืนยันได้ว่า แม้จะมีถึง 2 เรือนแต่การหลับต่อก็ยังเคยเกิดขึ้น แต่ไม่บ่อยนัก)
ผมนึกภาพตัวเองตอนเด็กยืนมองนาฬิกาที่ท่านมอบให้ในวันนั้นแล้วนึกถึงคำพูดที่ว่า พ่อแม่ให้เราได้ทุกอย่าง ช่างเป็นคำพูดที่เป็นสัจจะนิรันดร์เสียนี่กระไร เพราะนอกจากท่านจะเป็นคนมอบชีวิตให้กับเรา เลี้ยงดูเราจนโตเป็นผู้ใหญ่ แถมยังมอบเวลาและเครื่องบอกเวลาเป็นของขวัญกับชีวิตอีกด้วย
เวลาของการเติบโตเป็นวัยรุ่นของผมจึงเริ่มจากนาฬิกาเรือนนั้น
ผ่านไปเรื่อยมา ชีวิตที่ผูกพันกับเวลาก็ได้เริ่มขึ้น ลองนึกถึง นาฬิการูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีปุ่มกดอยุ่ด้านบน ตรงกลางด้านในสุดมีเข็มเล็กๆที่เอาไว้ตั้งเวลาที่จะให้มันส่งเสียง กริ๊งงงงง… แบบยาวๆ ที่สำคัญต้องเป็นรุ่นที่มีตัวเลขเรืองแสงด้วย เพื่อการมองเวลาในเวลาที่ไม่มีแสง
โตมาอีกหน่อยผมก็ย้ายจากชีวิตเด็กชาวเกาะ (ภูเก็ต) มาเรียนต่อที่กรุงเทพเมืองแห่งการใช้เวลา (ไปกับการทำอะไรก็ไม่รู้) แน่นอนครับ นาฬิกาเรือนนั้นก็ติดสอยห้อยตามผมมาด้วย มันมีบ้างที่เกเร ถ่านหมด บอกเวลาไม่ตรง ช่วงนั้นของชีวิตในกรุงเทพเต็มไปด้วยความสับสน สนุกสนาน รื่นเริง ผมใช้ชีวิตไปกับการเรียนรู้ในทุกวัน ไปโรงเรียน มีเพื่อนมากมาย มีความหวังสูงสุดสู่การเอ็นทรานซ์
จนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยผมไม่ได้ใช้นาฬิกาเรือนนั้นปลุกไปเรียนอีกต่อไป ตอนนี้ผมใช้เพื่อนปลุก ประมาณว่า ก่อนนอนก็บอกเพื่อน เฮ้ย ปลุกด้วยนะ หรือว่า เฮ้ยเดี๋ยวตีสามปลุกด้วยนะจะได้ตื่นมาทำงานให้เสร็จ ผมจึงเรียนจบมาได้ด้วยเวลาของคนอื่นๆ
ตอนเข้าเรียนปริญญาโทก็เช่นกัน เวลาของผมแบ่งไปให้กับสองส่วน คือการเรียน และ การทำเพลง สองอย่างนี้อยู่ด้วยกันได้อย่างไรผมไม่แน่ใจ แต่สุดท้ายเมื่อถึงเวลาต้องเลือก ผมเลือกอย่างหลัง เวลาทั้งหมดตอนนี้ผมจึงใช้มันเพื่อประกอบกับเสียงดนตรี ในนาม โมโนโทน
สองสามวันก่อนเดินขึ้นสถานีรถไฟฟ้า เหลือบไปเห็นนาฬิกาเรือนนี้แล้วทำให้ให้นึกถึงนาฬิกาของชีวิต วันนึงมันอาจถึงเวลาที่มีคนเอากระดาษใบเล็กๆมาแปะไว้ เป็นเครื่องหมายบอกถึงความว่างเปล่า ไร้กาลเวลา เราอาจไม่มีตัวตนอีกต่อไป
มองนาฬิกาเรือนนั้นทำให้คิดอะไรบางอย่างกับตัวเองได้ว่า ถ้ามีอะไรที่อยากทำ จงรีบทำ และทำให้สุดแรง ก่อนที่จะหมดเวลา
